Esquire vol.14 no.10 [ตุลาคม 51] :: 276 หน้า :: 80 บาท

เคยหยุดซื้อ Esquire ไปพักใหญ่ เพราะน้อยใจทำไมของไทยถึงต่างจากของอังกฤษและรัสเซียหลายขุมนัก แต่พักหลังๆ เห็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้ดูน่าสนใจมากขึ้น (ไม่นับหน้าปกนะ) เนื้อหาในประเทศก็ใส่ใจกว่าเคย (ฉบับ graphic novels มิ.ย. 51 อ่านจบแล้วลุกปรบมือให้เลย) สุดท้ายจึงกลับมาติดตามซื้อเกือบทุกเล่ม ถึงเล่มใหม่ล่าสุดนี้จะเน้นเนื้อหาจากต้นสังกัดต่างประเทศมากหน่อย แต่ของดีอยู่ที่ไหนก็เป็นของดีวันยังค่ำอ่ะนะ แถมฉบับยังมีดีแบบเต็มๆ คำด้วย ไม่เชื่อลองดูข้างล่าง

 ในเล่ม:  
+ ฉบับนี้ Esquire ประเทศไทยอายุครบ 14 ปี (ต้นฉบับครอบรอบ 75 ปี) เลยทำคอลัมน์เล่นกับเลข 14 ซะเต็มเหนี่ยวเลย
- "14 วายร้ายอมตะ หนังเจมส์ บอนด์"
- "สุดยอดหนังของเมื่อ 14 ปีที่แล้ว"
- "หนังสือ 14 เล่มที่ 14 คนดังอ่าน" (เลือกคนดังได้หลากหลายน่าสนใจดีมีทั้ง Albert Einstein, Brad Pitt, Ryan Giggs, Barack Obama, ประธาน ธีระธาดา, Che Guevara, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, Adolf Hitler, เอกราช เก่งทุกทาง, Donald Trump, ปราบดา หยุ่น, วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์, Dave Brubeck และ Michael Phelps)
- "แกะรอย Esquire ฉบับครบรอบปีทั้ง 14 ปีที่ผ่านมา"
- "14 feel good things we strongly recommend"
- "14 Reasons to Love / Leave Bangkok"
- "14th Birthday Esky's Giveaway"

+ ปกติ Esquire ไม่ค่อยอวดโฉมหน้าของทีมงานเหมือนนิตยสารผู้หญิงหลายเล่ม (ตามทฤษฏีผู้ชายชอบอยู่ในถ้ำ) แต่เล่มนี้โชว์ตัวกันครบทีม

+ คอลัมน์ Media and Me เขาสัมภาษณ์ "วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม" บ.ก.บ.ห. นิตยสาร a day bulletin ว่าชอบอ่านนิตยสารอะไรบ้าง นี่คือคำตอบ
"เพราะเป็นคนทำนิตยสาร เลยบ้าแมกกาซีนทุกชนิด ที่ติดเลยตือ Esquire ทั้งไทยและฝรั่ง เพราะฉลาดหาข้อมูลเยอะ เอาเรื่องที่เข้าใจยากมาย่อยให้เข้าใจง่าย ในขณะเดียวกันก็มีอารมณ์ขัน เล่มอื่นๆ ที่อ่านก็มี Times กับ Newsweek, GQ, Interview ฯลฯ"

+ ประวัติและวีรกรรมคร่าวๆ ของนิตยสาร ที่รู้แล้วทึ่งก็คือ เมื่อก่อน Esquire เป็นแหล่งรวมสุดยอดนักเขียนในตำนานมากมาย ทั้ง เฮมมิงเวย์, ทรูมัน คาโพที (ชีวิตคนนี้ถูกทเปฌนหนังเรื่อง Capote), ทอม วูลฟ์ และ เจ ดี ซาลิงเจอร์ (ผู้เขียน "catcher in the rye" เล่มนี้ ฆาตกรที่ยิง จอห์น เลนนอน ตายบอกว่า
"แล้วคุณจะทราบว่า...ทำไมผมจึงฆ่า จอห์น เลนนอน  หากคุณได้อ่านเรื่องนี้") // "ฮิวจ์ เฮฟเนอร์" ก็เคยเป็นนักเขียนของ esquire ก่อนที่จะลาออกไปทำนิตยสาร Playboy เมื่อปี 1950 // เมื่อ 26 ปีก่อน "โจดี ฟอสเตอร์" เคยฝึกงานกับ esquire ด้วยนะ

+ มีบทบันทึกย่อของแฟชั่นท่านชายตั้งแต่ยุค 30's ด้วย รับรองว่าคุณนึกภาพไม่ออกแน่

+ คอลัมน์ Profile ฉบับนี้ โชว์ความเก๋า เข้าไปคุยกับ "Rupert Murdoch" เจ้าพ่อสื่อผู้ทรงอิทธิพลของโลก เขาป็นเจ้าของนสพ. The Wall Street Journal, Fox TV แถมด้วย เว็ปไซด์ myspace.com และอีกมากมาย แต่ที่ประทับใจจอร์จ คือ เขาผู้นี้เป็นผู้ผลักดันเห็นคุณค่าของซีรี่ย์ The Simpsons คนแรกๆ "ผมว่ามันเป็นการ์ตูนที่สุดยอดนะ หลายคนคิดว่ามันบ่อนทำลายค่านิยมของครอบครัว แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมขอเถียงว่ามันมีแต่ความฮาล้วนๆ"

+ คอลัมน์ Esquire Style ทุกเล่ม นอกจากเสื้อผ้าแล้ว เขายังสนใจสิ่งที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้า นั่นคือ "มนุษย์" ซึ่งมีความคิด ทัศคติ เล่มนี้เขาเอาจับคู่แนวคิด Less is more มาปะทะกับ More is More ได้อย่างเมามัน ถึง 9 คู่

- Esquire Style -

 

Richard Meier (architect) VS Takashi Murakami (artist)
RM: "ผมมองว่าสุนทรียะแบบ minimal นี่แหล่ะคือสุดยอดปนะสบการณ์แบบมนุษย์นิยม ซึ่งเข้มข้นด้วยประสบการณ์จากทุกสัมผัสของเรา Le Corbusier เรียกว่า 'จิตวิญญาณแห่งกฏเกณฑ์ เอกภาพของเจตนา' ซึ่งเปิดหัวใจของเรามองเห็นความงาม เปิดความคิดและหัวใจเราให้โบยบิน"
TM: "แนวคิดของ minimal คือสงบและสบาย อย่างพระเซ็นนั่งสมาธิ ให้สมดุลบังเกิดในดวงจิต ผมเองก็ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ แต่ถ้าจะต้องตำหนิกันล่ะก็ ขอบอกว่าแนวคิด minimal หมกมุ่นกับจักรวาลส่วนตัวจนเกินเหตุ อย่างนี้แล้วจะมีเรี่ยวแรงที่ไหนเหลือให้เรากระเสือกกระสนไปนอกโลกได้ล่ะ"

James Corner (landscape architect) VS Marco Pierre White (chef)
JC: "การออกแบบให้ได้ผลสูงสุดโดยอาศัยกลวิธีที่จำกัดที่สุด นับเป็นศิลปะอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ต้องการประสบการณ์ชุดใหม่ การรับรู้ชุดใหม่ พื้นที่ชนิดใหม่และกิจกรรมสงัสรรค์รูปแบบใหม่หมด"
MPW: "ผมพูดเสมอนะว่ามากก็คือมาก น้อยก็คือน้อย ถ้าจะยกอาหารที่มีคาเวียร์มาเสิร์ฟ โปะมาให้หนักมือ แม้จะกินไม่หมดก็ช่างมัน ขอให้ดูเต็มตาก็แล้วกัน"

Stephen Burks (product designer) VS Masamichi Udagawa (product designer)
SB: "โลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท 'คือพวกที่ชอบสีจัดๆ กับพวกที่ไม่ชอบ' ผมชอบสีสัน ชอบมาตลอด งานของผมคือหาจังหวะเหมาะสมที่เราจะแสดงออกด้วยสีสัน แล้วก็ว่ากันเต็มที่ไปเลย"
MU: "ใช้วัสดุแต่น้อย แก้ปัญกางานแต่น้อย ฉิบหายวายวอดแต่น้อย นี่แหล่ะคือความหมายของสไตล์ minimal ของผม"

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


 B.A.D ฉบับที่ 18 [ตุลาคม 51] :: 188 หน้า :: 124 บาท 

เล่มนี้ซื้อเพราะโดนหลอก แต่จะว่าเขาก็ไม่ได้ อยากโง่เองนี่หว่า

เรื่องของเรื่องคือ B.A.D ฉบับที่แล้ว เขาดันประกาศเต็มหน้าว่า "Next Issue B.A.D Evolution The More Things Change?" เราอ่านแล้วก็คิดไปเองว่า เออ..ท่าทางเขาจะรู้ตัวแล้วล่ะว่านิตยสารเขา... (ตีความเอาเอง) พอเห็นเล่มใหม่ก็รีบควักเงินซื้อเลย กลับบ้านไปกลั้นใจอ่านจนจบ เฮ้ย! มันวิวัฒนาการก้าวหน้ายังไงวะ เหมือนเดิมฉิบหาย ข้องใจเลยกลับไปเปิดเล่มเก่าดู แม่มเอ๊ย! ลืมมองว่ามันมีเครื่องหมาย "?" ด้วย ว่าแต่มรึงเป็นคนทำไม่ใช่เหรอครับ แล้วมาถามกรูทำไมฟะเนี่ย

 มามองโลกในแง่ดีกันบ้าง (แต่ยังเคืองอยู่นะเฟ้ย)  

ถึงเนื้อหาของนิตยสาร B.A.D จะน้ำท่วมทุ่ง แถมยังดีไซน์แบบเคยทันสมัย แต่บ.ก. เขาคงชอบอ่านนิตยสารเอามากๆ  แทบทุกเล่มเลยมีเนื้อหาเกี่ยวกับนิตยสารเจ๋งๆ จากต่างประเทศเป็นหมัดเด็ดมาฮุคให้ข้าพเจ้ามึนจนต้องเสียตังค์อยู่ร่ำไป 

เล่มใหม่นี้เป็นทีของ
Monocle นิตยสารคนสื่อต่างๆ ชื่นชมโปรยกรีบกุหลาบให้กันทั่วหน้า บางคนถึงขั้นฟันธงว่านี่คือ โมเดลของนิตยสารแห่งศตวรรษหน้าเลยทีเดียว (เว่อร์ไปนิดนะพี่) ที่กล้ามากคือ Monocle เป็นนิตยสารเล่มแรกที่ผู้อ่านต้องจ่ายแพงขึ้น 50% สำหรับการสมัครสมาชิกนิตยสาร (เล่มอื่นเขาลดราคากัน 50%) เพื่อแรกกับการ login เข้าไปดูข้อมูลพิเศษในเว็ปไซด์ ฟังดูอาจจะ non-sense แต่บ.ก. นิตยสาร Amelia's ก็เคยให้สัมภาษณ์ที่ไหนสักแห่งว่า "เขาทำนิตยสารให้เป็นเหมือนของสะสม" สรุปคือตั้งแต่เว็ปไซด์เข้ามาปฏิวัติรูปแบบการเสพย์ข้อมูล นับวันนิตยสารยิ่งดูไร้ค่าลงทุกที ถ้าเรายิ่งลดราคาตัวเอง ก็เหมือนยิ่งตอกย้ำ ทางออกที่ Monocle และ Amelia's คิดได้ก็คือ เราต้องเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง add value ให้คนเห็นว่าเรามีอะไรมากกว่าที่ google จะให้คุณได้

edit @ 5 Nov 2008 19:12:18 by LongLiveTheMagazine

Comment

Comment:

Tweet

คนซื้อ B.A.D จะมี (บาง) พวกที่เป็นคนทำด้าน Art ซึ่งไม่ค่อยชอบตัวหนังสือ (แบบผม) บ.ก. อาจเล็งเห็นตรงจุดนี้นะคราบ sad smile

-----------------
ไปเจอ Esquire เลหลัง (เกือบครบ) ที่ฟิวเจอร์รังสิต
แถมมี สารกระตุ้น แบบครบทุกเล่มด้วย...

อยากให้มี Monocle เลหลังบ้างจัง
-เอ๊ะยังงัยซื้อแต่ของเลหลัง confused smile

#5 By aek on 2008-11-07 10:49

เล่มแรก อ่านจากบลอค แล้วสงสัยต้องไปลองหาอ่าน big smile

#4 By yuifreelance on 2008-11-05 22:30

อยู่ในระดับเข้มข้นbig smile

#3 By ♥ ช้างต้น on 2008-11-05 20:36

ต้องไปซื้อเอสไควร์มั่งซะแล้ว

#2 By SS on 2008-11-05 19:49

โห สุดยอด

#1 By miiself on 2008-11-05 19:05